เรื่องนี้เป็นนิยายที่แต่งอยู่ ณ
ปัจจุบันค่ะ ทั้งที่งานก็ยุ่งแสนยุ่งแต่พล๊อตตัวเอกเซเมะ
อุเคะที่มีเส้นศีลธรรมหนาตึ๊บกั้นเอาไว้อย่างนี้มันกระตุ้นรุมเร้าให้อยากแต่งมากเหลือเกินค่ะ
ได้รับแรงบันดาลมาจากหลายกรณีมาก ไม่นึกเหมือนกันว่าตัวเองจะแต่งอะไรแบบนี้ออกมา
เพราะนั้นก็อยากจะขอฝากงานใหม่ล่าสุดกับทุกๆท่านด้วยค่ะ
เรื่องนี้เน้น ANGST
ค่ะ ยังตัดสินใจตอนจบไม่ได้เลยว่าจะเอา happy
/ sad end ดีเพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ก็ต้องปล่อยให้แป้นพิมพ์พาไปค่ะ (แต่แพนๆอยากให้แฮปปี้น๊า)
แต่รับรองสนุกเข้มข้นแน่นอนค่ะ ^__^
ปล.ชื่อเป็นการสปอยล์เนื้อเรื่องมาก
ยังไงก็ขออภัยสำหรับคนรู้ความหมายด้วยนะคะ
แต่ว่าถึงไม่อ่านชื่อเรื่องแต่อ่านตอนหนึ่งสาววายทุกคนก็น่าจะจิ้นได้นะคะว่าเรื่องนี้จะออกมาเป็นรูปแบบใด
อิๆ
継母
KEIBO
1.....
“มะรืนนี้ท่านโคจิก็จะกลับมาแล้วสินะครับ”
ชิโนมิยะ ฮารุอากิว่าพลางขณะรินชาหอมละมุนลงบนถ้วยกระเบี้องเคลือบชั้นดีก่อนส่งให้ผู้เป็นนาย
“อืม..นั่นสินะ
นี่ถ้าไม่เตือนฉันคงจะลืมไปแล้ว ฝากจัดการหาคนรถที่จะไปรับเจ้าลูกชายของฉันที่นาริตะด้วยนะ”
ทาคาซากิ ริวโค
กล่าวอย่างเรียบๆก่อนยกชาที่เลขาคนสนิทยกมาเสิร์ฟ ให้นึกในใจว่าน้ำชารสเลิศเช่นนี้คงมีเพียงฮารุอากิคนเดียวกระมังที่จะชงออกมาได้อร่อยและถูกใจเขาเป็นที่สุด
“ท่านโคจิไม่อยู่บ้านตั้งสิบกว่าปี
กลับมาคราวนี้คงจะต้องมีพิธีต้อนรับให้สมฐานะ ท่านว่าไหมครับ”
ชิโนมิยะถามความเห็น
แม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อควรเป็นฝ่ายคิดริเริ่มมากกว่า ชิโนมิยะจึงสังเกตอยู่นานด้วยเพราะไม่อยากทำเกินเลยหน้าที่
แต่เมื่อใกล้วันมาทุกที ถ้าไม่พูดเลยเห็นทีก็คงจะไม่ได้ ขืนรอให้ท่านโคชิกลับมา
ก่อนเวลานั้นคงเตรียมการคงกระชั้นเกินจนอาจทำให้คนในคฤหาสถ์วุ่นวายเกินไป
เหตุที่ต้องต้อนรับให้สมฐานะนั้นก็มีมากกว่าการต้อนรับการกลับมาของสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว
ตระกูลทาคาซากิเป็นตระกูลใหญ่
จัดเป็นตระกูลอันดับต้นๆที่ทรงอิทธิพลทางธุรกิจตระกูลหนึ่งของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
มีความเป็นมายาวนานตั้นแต่สมัยเอโดะเลยทีเดียว
ดังนั้นตะกูลสายรองที่คอยดูแลกิจการย่อยๆในเครือต่างๆของทาคาซากิกรุ๊ปจึงมีมากตามไปด้วย
แต่อำนาจในการถือหุ้นใหญ่และควบคุมบริหารกิจการทั้งหมดก็ไม่พ้นตกอยู่ในมือของคนในตระกูลสายตรงทาคาซากิ
ริวโค ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการผู้จัดการบริหารของทาคาซากิกรุ๊ปคนปัจจุบัน
และแน่นอนทาคาซากิ โคจิบุตรชายก็ได้ถูกวางให้อยู่ในฐานะผู้สืบทอดคนต่อไปนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกแล้ว
“จัดงานรื่นเริงตอนใกล้จะครบรอบวันตายของคุณแม่เค้า
เจ้าเด็กนั่นมันจะดีใจเหรอ” ริวโคทักท้วง
“ขอประทานโทษครับ
คือว่าผมไม่ได้นึกถึงเรื่องนั้น”
ชิโนมิยะจดจำวันครบรอบวันตายของคุณผู้หญิงของบ้านนี้ดี
ไม่ใช่ว่าเธอเป็นนายหญิงคนสำคัญของเขาหรอก แต่การตายผู้หญิงคนนี้ต่างหากที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาชั่วนิรันดร์
“ก็วันนั้นมันก็อีกตั้งเดือนนึงเชียวนะครับ”
“นั่นมันก็แค่ความเห็นฉันน่ะนะ
แต่ถ้าฮารุอากิคิดว่าเหมาะสมเมื่อไหร่ก็ตามใจเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้น....”
ชิโนมิยะคิด “เอาเป็นว่ารอท่านโคจิกลับมาแล้วค่อยกำหนดวันแล้วกันนะครับ
ส่วนเรื่องอะไรที่ต้องเตรียมการไปก่อนผมจะจัดการล่วงหน้าเอาไว้ก่อน” ดวงหน้าสดใสยิ้มบางๆขณะรินชาให้ตัวเองบ้าง
“ดูนายกระตือรือร้นจังเลยนะ”
คิ้วหนาย่นลงเล็กน้อยบนดวงหน้าคมเข้ม
แม้ริวโคจะเป็นชายอายุเกือบหกสิบปีแล้วแต่ความตึงแน่นของผิวกายและใบหน้าแทบจะไร้รอยเหี่ยวย่นนั้นดูไม่สมกับช่วงอายุเช่นนี้เลย
หากดูเผินๆแล้วดูเหมือนชายวัยหนุ่มปลายๆอายุสี่สิบกว่าๆเท่านั้นเพราะเจ้าตัวดูแลบริหารร่างกายดีและอาศัยเทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยทำให้ความหนุ่มไม่ล่วงเลยไปตามอายุ
.....ไม่อยากถูกเข้าใจผิด....
“อ๊ะ
ไม่ใช่นะครับ เพราะท่านโคจิเป็นลูกชายคนเดียวของนายท่านต่างหาก ผมถึง....”
“ไม่ต้องแก้ตัวอะไรทั้งนั้น”
ริวโคตัดบท “มานี่ซิ”
เขาสั่ง
ร่างบางออกอาการลังเลเล็กน้อย
ด้วยเพราะรู้จักสายตาเช่นนั้นของริวโคเป็นอย่างดี แม้จะเดินเข้าไปหาอย่างไม่ขัดขืน
แต่ในใจก็ยังอดหวั่นไม่ได้เสียทุกครั้ง คนที่อายุห่างกับท่านประธานยี่สิบกว่าปีเช่นเขา
ถ้าเทียบกันก็เป็นวัยที่สามารถนับเป็นพ่อเป็นลูกได้
ชิโนมิยะเองก็แก่กว่าโคจิลูกชายของบุคคลผู้นี้แค่ห้าปี
วัยที่ต่างกันมากขนาดนี้แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาอะไร
ชิโนมิยะเดินเข้าไปใกล้ติดพนักเก้าอี้มีแขนซึ่งริวโคนั่งด้วยท่วงท่าสง่างามดุจราชสีห์
ดวงตาคู่โตสวยของชิโนมิยะเบือนหนีอย่างเขินอาย
“คุกเข่าลง”
ชิโนมิยะรู้สึกแปลกใจกับคำสั่ง
ถ้าเป็นยามกลางคืนที่ชายผู้นี้นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมซึ่งตั้งอยู่ในห้องนอน
เขาเองก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องทำอะไรที่จะทำให้อีกฝ่ายได้รับความพึงพอใจ
แต่เวลานี้เป็นเวลาเช้า
อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ต้องออกเดินทางไปทำงานที่บริษัทด้วยกัน ริวโคเป็นคนที่เคร่งครัดมาก
ตรงต่อเวลาเป็นที่สุด จึงไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทางกับชิโนมิยะที่ทำงานเลยสักครั้ง
แต่เวลานี้...เหมือนมีบางสิ่งที่แตกต่างออกไป....
ดวงตายาวรีนั้นยังคงจับจ้องเขาด้วยความเสน่หาก็จริง
แต่มีความหวั่นไหวลึกๆซ่อนอยู่ภายในที่ชิโนมิยะแอบสังเกตุเห็นได้
“ฮารุอากิ
สาบานว่านายจะจงรักภักดี และซื่อสัตย์ต่อฉันตลอดไป”
และแล้วริวโคก็ยื่นมือมาให้
นึกว่าเรื่องอะไรที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง....ชิโนมิยะผ่อนลมหายใจคล้ายโล่งอก
ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาระบายยิ้มออกมาน้อยๆ ก่อนจะจับมือนั้นและประทับจูบลงสาบาน
“ครับ
ผมจะจงรักภักดีและซื่อสัตย์ต่อนายท่านผู้เดียว หากผิดคำสาบานนั้น....”
พอชิโนมิยะจะกล่าวต่อ ริวโคก็ยกมือขึ้นปราม พร้อมทั้งใช้แขนโอบร่างบางขึ้นมา
“ไม่จำเป็นต้องสาปแช่งตัวเองใดๆทั้งนั้น
แค่สาบานแค่นั้นก็พอแล้ว” ริวโคลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวมายืนเต็มความสูง
เรือนร่างหนากำยำยังคงแข็งแรงเต็มไปด้วยพละกำลังไม่ต่างจากชายวัยหนุ่ม
ชิโนมิยะใช้มือจัดชุดสูทสามชั้นอีกฝ่ายให้เข้าที่ไม่ให้ยับอย่างเอาใจใส่แล้วเงยหน้าขึ้นมอง
“ไม่ว่านายจะรักฉันหรือไม่
แต่ฉันรักนายนะฮารุอากิ ถึงแม้ว่าใครจะมองยังไงฉันก็ไม่สน
ต่อให้ลูกชายฉันกลับมาฉันก็อยากให้นายดูแลฉันเหมือนเดิม
ได้โปรดเข้าใจความเห็นแก่ตัวของคนแก่คนนี้ด้วยเถอะนะ ฮารุอากิ”
ดวงตายาวรีเมื่อยิ่งได้เห็นใกล้ๆ
ยิ่งฉายชัดถึงความอ่อนโยน
อะไรกันไม่เห็นต้องอ้อนขนาดนี้เลย...
“โธ่...คนแก่อะไรกันครับ
นายท่านน่ะยังหนุ่มอยู่เลย...” ร่างบางหัวเราะเบาๆก่อนเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยจุมพิตเบาๆเป็นคำตอบ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เกนตะเป็นคนขับรถที่ชิโนมิยะสั่งให้มารับทาคาซากิ
โคจิถึงสนามบิน อันที่จริงแล้วชิโนมิยะอยากเป็นฝ่ายมารับด้วยตัวเอง
แต่ด้วยเพราะติดธุระสำคัญต้องเข้าร่วมประชุมสำคัญพร้อมท่านประธานจึงไม่อาจมาด้วยตัวเองได้
และหลังจากเสร็จประชุมก็มีนัดระหว่างท่านประธานกับผู้บริหารธนาคารที่สนใจจะลงธุรกิจร่วมกันที่ภัตคารอาหารญี่ปุ่นแถวกินซ่าอีก
ซึ่งกว่าจะเสร็จก็คงดึก
ชิโนมิยะเห็นว่าวันแรกที่โคจิกลับมาถ้าไม่เห็นใครตลอดทั้งคืนจะดูน่าเกลียดไปสักหน่อย
จึงสั่งให้เลขาสาวผู้ช่วยรับหน้าที่ดูแลต่อไป ซึ่งริวโคก็เห็นสมควรตามนั้น
ชิโนมิยะจึงขอตัวขึ้นแท็กซี่กลับมาเองคนเดียวหลังจากที่ไปส่งเจ้านายที่ย่านกินซ่าเสร็จแล้ว
“โอ้โหบ้านใหญ่โตจัง”
คนขับแท็กซี่หลุดปากเอ่ยชมหลังจ่ายเงิน แล้วใช้สายตาสำรวจที่ชิโนมิยะว่านี่นะหรือคนรวยอย่างออกจะดูเสียมารายาทไปสักหน่อย
กระนั้นชิโนมิยะซึ่งเป็นคนจิตใจดีก็ไม่ได้ถือสาหาความแต่อย่างไร
“บ้านเจ้านายน่ะครับ
ผมเป็นแค่ลูกจ้างเขาเท่านั้น” ชิโนมิยะตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนคนอารมณ์ดี
แต่เขาได้นำถ้อยคำที่ตัวเองพูดไปขบคิดตลอดทางขณะเดินผ่านประตูรั้ว
ตัดสวนหย่อมกว้าง เลาะแปลงดอกไม้ อ้อมโรงจอดรถเรื่อยลงมาถึงห้องครัวส่วนหลังบ้าน
เขามักใช้ประตูทางเข้าด้านหลังนี้ทุกครั้งที่ไม่ได้กลับมาพร้อมกับท่านประธาน
เพื่ออะไรน่ะหรือ....เพื่อไม่ให้ลืมความต่ำต้อยด้อยฐานะทางสังคมของตัวเองที่มีอยู่เดิมยังไงล่ะ....ชิโนมิยะบอกเตือนตัวเองเช่นนั้นมาตลอด
เขาไม่อยากให้คนอื่นมาดูถูกดูแคลนเขาลับหลังว่ากลายเป็นวัวลืมตีน
เพราะเวลานี้ตัวตนของชิโนมิยะในคฤหาสถ์หลังงามมูลค่าเกือบหมื่นล้านเยนนี้ใหญ่โตเป็นที่สองรองแต่ก็นายท่านเจ้าของบ้าน
ทาคาซากิ ริวโคเท่านั้น
เบื้องหน้าเป็นเลขาคนสนิท
คนในบ้านหลังนี้ถูกให้รับรู้กันทั้งนั้นว่าชิโนมิยะที่จริงเป็นหลานคนสำคัญของริวโคที่จะมีบทบาทต่อธุรกิจในเครืองทาคาซากิต่อไปในอนาคตจึงรู้สึกเกรงใจ
ทว่า มีเพียงหัวหน้าแม่บ้านอุมิโกะและพ่อบ้านชิตะโมโตะเท่านั้นที่ล่วงรู้ความจริง
ว่าชิโนมิยะมีศักดิ์เป็น ‘นายหญิง’
ที่แท้จริงของบ้านหลังนี้ เรื่องต่างๆในบ้านหลังนี้ ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมบำรุงต่างๆ
พ่อบ้านมีหน้าที่รวบรวมและมารายงานต่อชิโนมิยะ ที่เป็นคนคุมการเงินทุกอย่าง
พ่อบ้านรับรู้ว่าชิโนมิยะได้รับการไว้วางใจจากริวโคมาก
และการที่พวกเขาทั้งคู่ทั้งอุมิโกะและชิตะโมโตะล่วงรู้ความลับนั่นก็เพราะริวโคเป็นคนบอกเอง
ด้วยเห็นว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูล และฝากฝังให้พวกเขาดูและชิโนมิยะให้ดี
หลาน....ความสัมพันธ์ของเขากับริวโคก็คงจะเป็นเช่นนั้นกันจริงๆ
เป็นญาติห่างๆ คนละสายเลือด
ชิโนมิยะเป็นลูกชายของสมาชิกคนหนึ่งในตระกูลทาคาซากิสายรองๆลงมาที่แตกออกจากสายตระกูลหลักตั้งแต่สมัยสงครามโลก
ชื่อสกุลถูกเปลี่ยน จนแทบจะไม่นับว่ามีความเกี่ยวดองกันเลยก็ได้
แต่เพราะจุดเชื่อมที่เบาบางนี่เองละมั้งที่ไม่ใครต่อใครที่ได้ทราบก็ไร้ซึ่งความเคลือบแคลงสงสัย
เพราะทั้งสองเกี่ยวดองเป็นญาติกันมาจริงๆ
ทุกคนคิดว่าชิโนมิยะเป็นทากาซากิสายรองที่มีความสามารถดีเลิศสมควรแก่การยกย่องให้มาทัดเทียมกับทางตะกูลใหญ่
จึงไม่มีใครในโต๊ะประชุมผู้บริหารดูถูกเขาเลยสักคน
เว้นแต่เพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ดีแก่ใจทุกอย่างและเอาแต่เฝ้าดูถูกตัวเอง
ห้องครัวดูเงียบเชียบเกินคาด
นึกแปลกใจ เวลาเพียงสี่ทุ่มแท้ๆ ทั้งๆที่ลูกชายของบ้านนี้เพิ่งกลับมา...บ้านทั้งบ้านไม่น่าเงียบเชียบขนาดนี้
ชิโนมิยะคิดว่าอาจจะอยู่กันที่เรือนใหญ่ เพราะที่เดินผ่านมาก็เปิดไฟสว่างอยู่
บางทีโคจิอาจจะขึ้นห้องไปนอนก็ได้ เพราะผู้ที่เดินทางยาวนานจากอเมริกาส่วนมากจะยังไม่สามารถปรับเวลาได้
คิดได้ดังนั้นเขาจึงเดินเข้าไปหมายจะเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาดื่ม
อาศัยเพียงแค่แสงสลัวๆของไฟประดับในสวนที่ส่องมาถึงห้องครัวช่วยนำทาง
ชิโนมิยะเดินไปหาเป้าหมายได้อย่างแม่นยำเพราะความเคยชิน แต่กว่าจะเอื้อมถึงตู้เย็นก็เห็นคล้ายๆเงาคนตะคุ่มๆผ่านหน้าแล้วชิงเปิดประตูตู้เย็นก่อนเขา
แสงไฟสีส้มนวลตาส่องกระทบเรือนกายกำยำท่อนบนที่ไร้การปกปิดทันทีที่บานตู้ถูกเปิดออก
เรือนผมสีดำหนาเปียกชื้นติดกันเป็นปอยลู่ลงมาเรี่ยหน้าผากและข้างแก้มดูมีเสน่ห์
ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงเป็นประกาย ระยิบระยับขณะมองหาของในนั้นที่ต้องการ
แล้วก็ดูเหมือนว่าตัดสินใจได้
ท่อนลำแขนหนาที่ใช้เท้าสะเอวจึงเอื้อมขึ้นมาหยิบเบียร์ออกมาสองกระป๋องใหญ่
ท่าทีไม่ระวังตัวเลแบบนี้คงไม่รู้สินะว่ามีคนกำลังจับจ้องอยู่
“แล้วนายล่ะจะเอาอะไรไม่ทราบ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทำลายความเงียบ
“เอ๋...?”
รู้ด้วยหรือว่ามีคนอื่นนอกจากตัวเองอยู่
แล้วยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อยู่ได้ตั้งนาน อย่างน้อยก็น่าจะทักก่อนเสียบ้าง
คงไม่คิดว่าเขามีเจตนาจงใจแอบดูคนแปลกหน้าที่กำลังจะมาเป็นสมาชิกคนใหม่ของบ้านอยู่หรอกใช่ไหม
“อย่าให้ต้องถามเป็นครั้งที่สองเลยนะ
นายเองก็กำลังจะเดินมาหาตู้เย็นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“อะ...ครับ”
ชิโนมิยะรีบพยักหน้า ทั้งที่ถึงพยักไปก็ยากที่อีกอีกฝ่ายจะรับรู้
“ขอน้ำเปล่าครับ”
ว่าแล้วชิโนมิยะก็ถึงกับตกใจที่ขวดน้ำแร่พลาสติดลอยข้ามห้องมาทางเขา
ดีนะที่รับได้ทัน
“อะ...ขอบคุณครับ”
“โคจิ นายล่ะ?”
ชายหนุ่มแนะนำตัวเองห้อนๆขณะยังไม่ได้ปิดประตูตู้เย็น
ดวงตาคมภายใต้แผงขนตายาวยังคงมองตรงไม่ได้หันมายังที่ชิโนมิยะยืนอยู่แม้แต่น้อย
อีกฝ่ายเปิดเผยทั้งใบหน้าและชื่อ
แต่เขากลับอยู่ในมุมมืดแบบนี้คงไม่สมควรที่จะแนะนำตัวเอง ร่างบางจึงเดินตัดข้ามห้องเพื่อเปิดสวิตซ์ไฟ
ทันทีที่แสงไฟนีออนสว่าง
สายตาคู่นั้นจึงมองมาที่เขา ชิโนมิยะยิ้มอย่างใจดีให้อีกฝ่าย
“ท่านโคจิ
ผมชื่อชิโนมิยะ ฮารุอากิ เป็นเลขาของท่านประธานครับ”
กล่าวอย่างอ่อนน้อมและโค้งคำนับสุดหลังให้ผู้ชายที่อ่อนวัยกว่าถึงห้าปี
แถมอีกฝ่ายยังอยู่ในเครื่องแต่งกายที่ดูตามสบายเกินเหตุเสียด้วย
ชิโนมิยะนึกตลกตัวเองในใจ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นี่น่ะหรือเลขาหนุ่มรูปงามที่ใครๆเขาก็ล่ำลือกัน
โคจิเดาะลิ้นออกมาเบาๆ
แล้วเดินออกมาโดยไม่คิดจะเสวนาต่อ
เขาที่เรียนไฮสคูลถึงปริญญาโทที่อเมริกาตั้งแต่มารดาบังเกิดเกล้าเสียก็ไม่คิดอยากจะกลับมาญี่ปุ่นอีกเลย
ถ้าไม่ใช่คำสั่งเสียของท่านแม่ที่ป่วยกระออดกระแอดมาตลอดด้วยโรคหัวใจว่าอยากให้เขารับหน้าที่สืบทอดกิจการของตระกูล
เขาก็คงไปประจำอยู่ทำที่ทาคาซากิสำนักงานใหญ่สาขาอเมริกาชั่วชีวิต
แม้ว่าช่วงที่ได้ทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่เรียนจบก็เรียกไม่ได้เต็มปากว่าราบรื่น
เพราะความเกรงใจเกินเหตุของผู้บังคับบัญชาที่เห็นเขาพิเศษกว่าคนอื่นๆในบริษัท เพราะเป็นลูกชายคนเดียวของทาคาซากิ
ริวโค ประธานกรรมการผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของทาคาซากิกรุ๊ป ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานร่วมกันกับคนอื่นสำหรับโคจิเป็นอย่างมาก
ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งCEOจากญี่ปุ่นก็มาคอยดูแลเอาใจใส่ มักพาเขาไปร่วมรับประทานอาหารค่ำด้วยเสมอๆ
จนความเคลื่อนไหวทุกๆเรื่องของบริษัทที่ญี่ปุ่นรับรู้เข้าหูของโคจิมาตลอดไม่เว้นแม้แต่ชื่อเลขารูปงามอย่าง
ชิโนมิยะ ฮารุอากิ...ที่ทุกคนจากญี่ปุ่นพากันล่ำลือว่าเป็นมือขวาของบิดาผู้เปี่ยมความสามารถที่งดงามทั้งรูปร่างหน้าตาภายนอก
และจิตใจ
โคจิรู้ดีว่าชิโนมิยะอาศัยออยู่ในบ้านหลังนี้
แต่ไม่นึกว่าจะได้พบกันในสภาพแบบนั้น ตอนที่ห้องครัวมืดเขานึกว่าเป็นคนใช้หรือคนสวนที่เข้าออกทางประตูเล็กทางห้องครัว
ก็ใครล่ะจะไปนึกว่าเลขาที่มีอำนาจในบริษัทไม่ต่างอะไรไปจากผู้ถือหุ้นระดับกลางคนนั้นจะไม่ชอบทำตัวให้เป็นจุดสนใจได้ขนาดนี้
ถ้าบ้านนี้ยามรักษาความปลอดภัยไม่แน่นหนาอย่างที่เป็นอยู่
โคจิอาจจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นขโมยก็ได้
ตั้งแต่ได้ยินชื่อ โคจิรับรู้เช่นกันว่าตระกูลเขากับตระกูลชิโนมิยะเป็นญาติห่างๆกัน
แต่สายใยเช่นนั้นทำให้เขาไม่อยากจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นญาติ
ไม่ใช่ว่าเพราะว่าห่างกันเกินไป แต่ในโลกใบนี้ ณ ทาคาซากิกรุ๊ปที่เขาอยู่
ไม่ว่าใครก็มีศักดิ์เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มรุ่นใหม่อย่างเขาจึงนับยศตำแน่งทางการมาเป็นตัวกำหนดตัดสินให้ความเคารพมากกว่าจะใช้สายเลือดที่วนเวียนอยู่ภายในร่าง
ซึ่งนับวันก็เจือจางลงทุกที
โคจิจึงตัดสินใจตั้งแต่ก่อนกลับประเทศแล้วว่าจะพยายามไม่มีอคติกับชิโนมิยะ
ผู้ชายที่ทุกคนลือกันว่าเป็นผู้ที่จะมาเป็นคนชิงตำแหน่งสืบทอดบริษัทของเขาต่อจากบิดา
โคจิเห็นว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ
ถึงแม้ว่าบิดากับเขาจะไม่ค่อยสนิทกันนักเพราะช่วงวัยเด็กที่เขาอยู่ญี่ปุ่นบิดาเอาแต่ทำงาน
เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่คอยดูแลมารดาที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง
แต่ความปราถนาของบิดาที่อยากให้เขาเป็นทายาทรับช่วงบริษัทนั้นแรงกล้าเพียงใด
โคจิรับรู้ดี
ไม่มีทางจะยกบริษัทที่ทาคาซากิสายตรงสร้างมาให้กับเจ้าญาติห่างๆนั่นหรอก...
ทว่า
ความงดงามของร่างเมื่อครู่นั้นทำให้โคจิรู้สึกหงุดหงิดใจอย่างประหลาด นั่นน่ะหรือคือผู้ชายวัยสามสิบสอง?
เครื่องหน้าเกลี้ยงเกลาที่แฝงไปด้วยความอ่อนเยาว์
ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อนที่ยกยิ้มอย่างไร้เดียงสานั่นน่ะหรือ
สิ่งที่โคจิจินตนาการกับที่ได้เห็นจริงนั้นช่างต่างกันลิบลับ
เพราะอย่างนี้กระมังถึงได้ทำตัวไม่ถูกเดินจากอีกฝ่ายออกมาดื้อๆเสียอย่างนั้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ติชมอย่างไรตามสบายเรยค่า