' ก๋วยเตี๋ยวเฮียเม้ง ' ร้านอาหารและที่ฝากท้องประจำชุมชนคลองภาษีเจริญ มีลักษณะห้องแถวโทรมๆแบบ1คูหา ด้านหน้าเป็นถนนราดปูนแคบๆ แต่ถึงกระนั้นก็มีผู้สัญจรโดยใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับปราดหน้าเสียงแหลมแสบแก้วหูเป็นประจำ และเฮียเม้งก็จะตะโกนแหวกผ่านอากาศให้ศีลให้พรอย่างไม่ไว้หน้าทุกรายไป

“ โอย...เด็กสมัยนี้พ่อแม่ไม่สั่งไม่สอนเลยบ้างหรือไงวะ” เฮียเม้งชายหัวล้านเลี่ยนวัยกลางคน หน้าตาดุดันเหมือนลักษณะนิสัยบ่นเสียงดังกับตัวเอง ส่วนมือก็สาละวนอยู่กับการลวกเส้นบะหมี่ เขาสะบัดแขนสองทีแรงๆเหนือหม้อร้อนควันลอยระอุอย่างรวดเร็วเพื่อสะลัดน้ำ และใช้กระบวยตักน้ำซุปใส่ชาม

“บะหมี่น้ำลูกชิ้นหมูได้แล้ว” เขาบอกเสียงกระโชก สำเนียงคนจีน

“ครับเฮีย” เด็กหนุ่มรุ่นกระเตาะผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานเสิร์ฟละมือจากเช็ดโต๊ะลูกค้าที่เพิ่งจะลุกออกไปได้สักครู่

 “โต๊ะสามนะครับ” เขาบอกขณะวางชามก๋วยเตี๋ยวลงตรงหน้า หญิงสาวสวยในชุดท่อนบนสวมสายเดี่ยวนำสมัย หากท่อนล่างกลับนุ่งผ้าถุงสีน้ำตาล

“กี้จ๊ะ เลิกงานแล้วไปเที่ยวกับพี่ไหมล่ะ วันนี้หน้าปากซอยมีตลาดนัดด้วย พี่น่ะมีของที่ต้องซื้อเยอะแยะเลย แต่ไม่อยากเดินคนเดียว เหงาอ่ะ กี้ไปเป็นเพื่อนหน่อนน้า” เธอคนนั้นเอ่ยชวนพลางส่งสายตาโลมเลียมายังเด็กหนุ่ม

นายกี้ที่ใครๆเขาเรียกกัน มาจากชื่อจริง กีรติ  ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่ล่ะครับพี่นุจ ผมยังมีงานที่อื่นอีกน่ะครับ” เขารู้จักเธอเพราะเธอเป็นลูกค้าประจำมาที่สั่งบะหมี่ทานบ่อยๆ

“งานอะไรจ๊ะ” นุจรี ถามด้วยความอยากรู้ มือของเธอนำขึ้นมาเท้าคาง เพื่อต้องการโปรยเสน่ห์ ก่อนยิ้มกว้างอย่างอ่อนหวานซึ่งเป็นยิ้มละลายใจบรรดาพ่อบุญทุ่มให้ซื้อพวงมาลัยราคาพวงละหลายๆพันบาทมาคล้องคอเธอขณะร้องเพลงในคาเฟ่มานักต่อนักแล้ว

 “เอ่อ.....ผม”

 “อากี้” เฮียเม้ง ร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ จนเด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงรีบหันกลับไป

“งานลื้อเสร็จแล้วหรือไงถึงได้มาจ้อกับลูกค้าน่ะ มีอะไรก็ไปทำสิ” เฮียเม้งเท้าสะเอวสั่ง ก่อนส่งสายตาขวางไปยังบุคคลที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ

“ลื้อก็เหมือนกันนุจรี ไม่ต้องมาทำหน้าแป้น อากี้ยังเด็กอย่าไปทำให้ชักนำให้เด็กมันเที่ยวเล่นใจแตก”

“แหมเฮีย” นุจรีเบือนหน้าหนีหันไปหยิบตะเกียบเติมเครื่อง เธอพูดเสียงสูง “นุจชวนเที่ยวตลาดหน่อยเดียวเองง่ะ ไม่ได้พาไปเสียผู้เสียคนที่ไหน ก็น้องกี้ออกจะหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักซะขนาดนี้นี่นา”

“เออ...เอาวะ อั้วก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามอะไรลื้อ แต่อย่ามาจีบเจิบอะไรประเจิดประเจ้อในร้านอั้วอีก ที่นี่ไม่ใช่คาเฟ่ที่ทำงานลื้อ อั้วไม่ชอบ” เฮียเม้งกล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง ชายคนนี้เป็นคนเถรตรง และมักพูดอะไรเป็นเหตุเป็นผล จนคนแถวนั้นยำเกรง 

นุจรีดูดตะเกียบก่อนอย่างไม่ใส่ใจจะต่อปากต่อคำอีก แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาไปยังหนุ่มน้อยที่วิ่งวุ่นยกน้ำ รับออร์เดอร์คิดเงินลูกค้าตลอดมื้อกลางวันนั้นของเธอ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

“อากี้เฮียคุยขออะไรหน่อยได้ไหม” เฮียเม้งทรุดตัวลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งในร้าน กอดอกมองดูเด็กหนุ่มยกเก้าอี้ในร้านเก็บขึ้นซ้อนบนโต๊ะ

“ครับ?” กีรติหันไปยิ้มเล็กน้อย เดินไปหยิบไม้มากวาดพื้นไปด้วย

“อั๊วอยากให้ลื้อระวังตัวจากแม่สาวพวกนั้น เอ่อ...” ชายหนุ่มเว้นระยะถอนหายใจ “บรรดาหมอนวด นักร้องคาเฟ่ทั้งหลายที่มารุมเอ็นดูแกน่ะ ฉันดูแล้วไม่ค่อยน่าไว้ใจยังไงไม่รู้ แต่ละคนก็สวยๆทั้ง..ลื้อเองก็หนุ่มแน่นหน้าตาดี เพราะงั้นพยายามอยู่ไกลๆเอาไว้เป็นดีนะ”

“อืม ผมคิดว่าเธอเหลานั้นก็ไม่มีพิษภัยอะไรนะครับ บางคนก็ใจดี กลับมาจากทำงานเห็นผมยังยืนขายพวงมาลัยอยู่ ก็อุตสาห์เอาขนมมาฝากผมเลย”

“ที่ทำใจดีก็หวังแอ้มลื้อนั่นแหละ” เจ้านายลงความเห็น “อย่าลืมสิลื้อก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว”

“ครับ 20ปีนี้”

“นั่นสิ ลื้อต้องอย่าคิดอะรเป็นเด็กนา ผู้ใหญ่อย่างอั้วมองแวบเดียวก็รู้ไส้รู้พุงอีแล้ว”

“ผมก็รู้ดีนะครับว่าพี่ๆบางคนเขาคิดยังไงกับผมอยู่ แต่จะไม่รับหรือทำเย็นชาใส่เขาก็ดูไม่เข้าท่า ผมเองคิดกับพวกเขาเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ ไม่หลงใหลจนเกินเลยไปมากกว่านั้นหรอกครับ”

“ก็ดี...ถ้านึกได้อย่างนั้นจริงๆตามที่พูดน่ะนะ “ ชายหนุ่มได้แค่พูดเตือนสติเท่านั้น เพราะคงก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเด็กในร้านกว่านี้ไม่ได้ เข้าทำนองชีวิตใคร ชีวิตมัน ตัวอย่างที่ดีและไม่ดีมีให้ดูอยู่ทุกวัน เรื่องไม่ดีไม่งามมักจะเกิดขึ้นโดยความไม่ระวังและขาดการยับยั้งชั่งใจ

 “เออแล้วนี่ ใกล้เปิดเทอมแล้วไม่เตรียมตัวเรียนหนังสือเหรอ”

  คำถามนี้ทำให้สีหน้าของเด็กหนุ่มสลดขึ้นทันใด

“มีอะไรหรือ” เฮียเม้งซักต่อเมื่อเห็นความผิดปกติ

“ผมไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยหรอกครับเฮีย”   

“อ้าวเฮ้ย ทำไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ”

“ผมต้องออกมาทำงาน ข้าวปุ่นน้องชายผมน่ะครับปีนี้ขึ้นป.1 ต้องเรียนหนังสือแล้ว ถ้าผมมัวแต่ห่วงทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนต่อมหาลัย คงจะไม่มีเหลือส่งให้น้องเรียนได้แน่ๆ” กีรติใช้มือขยี้จมูกที่ไม่มีดั้งของตัวเองแรงๆ “เลยคิดอยู่เหมือนกันว่าจะขอร้องเฮียให้จ้างผมต่อด้วยล่ะครับ”

นายจ้างเงียบไปสักพัก ก่อนหัวเราะเบาๆเหมือนว่าตนไม่ได้คิดตัดสินใจยากลำบากแม้แต่น้อย “เอาเถอะร้านเฮียก็ขาดคนอยู่  ลื้อจะทำยาวไปถึงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ว่าคิดดีแล้วเหรอ เด็กเก่งอย่างลื้อน่าจะมีหนทางมากกว่านี้นะ”

“ผมก็ไม่ได้เรียนเก่งหรอกครับ เรียนศิลป์คำนวน เกรดก็3กว่าๆเอง”

“นั่นแหละเก่งแล้ว....อืม เอาล่ะ ถ้าลื้อจะเลือกทำงานจริงๆก็พยายามต่อไปล่ะอากี้ มีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาอั้วได้ เรามันคนกันเองเหมือนครอบครัวนะ” เฮียพูดยิ้มๆเป็นกันเอง เขาลอบถอนหายใจ ขณะมองเด็กหนุ่มหน้าหวานดวงตาตี่ๆแบบคนจีนพยักหน้ากลับมาให้ ด้วยความรู้สึกปนสงสารในชะตาชีวิตกีรติอย่างยิ่ง

เขารู้จักกีรติมาตั้งแต่เด็กหนุ่มยังแบเบาะ เพราะกีรติเป็นชาวชุมชนนี้โดยกำเนิด ช่วปิดเทอมก็มักจะมาทำงานพิเศษช่วยล้างจานชามในร้านเพื่อหาลำไพ่ไปให้คนเป็นแม่ทุกๆครั้ง หากแม่ผู้แสนดีก็เป็นโรคติดการพนันอย่างหนัก ตัวหาบขนมขายได้เงินมาเท่าไหร่ ก็เสียในบ่อนจนแทบไม่เหลือหรอให้เป็นค่าเลี้ยงดูลูก โชคยังดีที่ผัวคนแรกมีการมีงานทำเป็นยามเฝ้าตึกสำนักงาน แต่พอทนนิสัยผลาญเงินแย่ๆของเมียไม่ไหวก็หย่าขาดเอาเสียดื้อๆ แถมทิ้งลูกที่เพิ่งจะพูดได้เอาไว้ให้แม่ที่ไร้ความรับผิดชอบเลี้ยงดูกันเองอีก ช่วงแรกๆค่าใช้จ่ายไม่เยอะก็ฝากลูกให้คนอื่นเลี้ยงดู แต่พอกีรติโตขึ้นมาต้องเข้าโรงเรียนเรียนหนังสือ เธอไม่มีเงินส่งเสียจึงผลักดันให้ลูกเป็นเป็นเด็กขายพวงมาลัยส่งเสียเลี้ยงตัวเอง

 แม้จะยังเล็กแต่กีรติก็เข้มแข็งและมีจิตใจงดงามไม่มั่วสุมคลเพื่อนเลวที่รวมตัวเป็นแก๊งระรานชาวบ้านแถวๆท้ายซอย ดังนั้นเฮียเม้งที่ผ่านโลกมาเยอะจึงคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ควรจะมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงๆเพื่ออนาคตที่ดี เพราะนโยบายบริษัททุกแห่งไม่คิดจ้างคนทำงานเงินเดือนหลายพันบาทด้วยวุฒิการศึกษาเพียงแค่จบม.6เป็นแน่ กระนั้นก็ตามจะให้คนนอกที่เป็นแค่เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวออกปากสั่งให้กีรติที่แบกภาระหนักของบ้านเอาไว้ให้เห็นแก่ตัวเรียนต่อก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ฐานะการเงินของเฮียเม้งเองก็ลำบากไม่แพ้กว่ากัน เมียก็ยังต้องทำงานโรงงานกลับดึก ส่วนลูกสาวก็กำลังจะขึ้นมัธยม จะให้เขาใจกว้างเผื่อแผ่เงินมาให้กีรติกู้เรียนอีกคนคงจะไม่ไหว แค่ช่วยเหลือจ้างงานเด็กหนุ่มต่อไปเท่านั้นก็สุดกำลังของเม้งแล้ว

ถ้าว่ากันตามจริงเมื่อกีรติมาช่วยเฉพาะช่วงปิดเทอมอย่างก่อนหน้านี้ก็พอไหวอยู่เพราะเด็กที่ไม่ได้ไปโรงเรียนอยู่กับบ้าน เอะอะก็หิวตลอดทั้งวัน ลูกค้าจึงมีมากกว่าปกติ การได้ลูกมือมาสักคนก็แบ่งเบาภาระไปได้เยอะพอสมควร ในทางตรงข้ามถ้าเป็นวันธรรมดาอย่าเปิดเทอมแล้ว ลูกค้าจะบางตาลง การจ้างกีรติจึงเรียกว่าได้ไม่คุ้มเสีย แม้ว่าค่าจ้างเด็กหนุ่มจะไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือนก็ตาม แต่สำหรับครอบครัวหาเช้ากินค่ำของเม้งแล้วก็นับว่ามากพอดู แต่ด้วยความอยากจะช่วยเหลือเด็กกตัญญูและรู้การรู้งานเป็นอย่างดีเอาไว้สักคน เขาก็จะยอมทนฟังคำคัดค้านของภรรยาที่คงบ่นจนหูชาเมื่อได้รู้เรื่องที่เขาตัดสินใจโดยพลการไม่ถามความเห็นของเธอก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน          

......................
last edit : 16/4/2550
แม่เจ้า....

Comment

Comment:

Tweet